^^

Welcome to Coffee In Love

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กาแฟ อเมริกาโน

ส่วนผสม

  • เอสเพรสโซ 1 ชอต  ปริมาณน้ำกาแฟ    3   ออนซ์
  • น้ำร้อน                                                   3   ออนซ์

วิธีชง

เตรียมน้ำร้อนใส่แก้วปริมาณ 3 ออนซ์ ชงเอสเพรสโซ 1 ชอต เทลงในแก้วน้ำร้อนที่เตรียมไว้พร้อมเสิร์ฟ


กาแฟ ลาเต้

ส่วนผสม


  • เอสเพรสโซ 1 ชอต  ปริมาณน้ำกาแฟ   1   1/2    ออนซ์
  • สตรีมนมเย็น                                          4            ออนซ์

วีธีชง

ตักผงกาแฟที่บดแล้วใส่ช้อนตวง 1 ช้อนเต็ม ปริมาณ 10 กรัม เทใส่ด้ามชงใช้แรงดันกดปานกลาง ชงเอสเพรสโซใส่ถ้วย สตรีมนมให้ได้เนื้อฟองเนียน เทลงในถ้วยกาแฟเบา ๆ ให้เสมอขอบถ้วย ตกแต่งให้สวยงาม


กาแฟ มอคคา

ส่วนผสม

  • เอสเพรสโซ 1 ชอต
  • ปริมาณน้ำกาแฟ    1  1/2  ออนซ์
  • สตรีมนมเย็น          4         ออนซ์
  • น้ำเชื่อมช็อกโกแลต  1/2  ออนซ์

วิธีชง 

ใส่น้ำเชื่อมช็อกโกแลตลงในถ้วยชง ชงเอสเพรสโซลงในถ้วยเดียวกับน้ำเชื่อมช็อกโกแลต ใช้ช้อนคนให้เข้ากัน เมื่อเป่านมเสร็จแล้วใช้ปลายช้อนกั้นโฟมนมไว้แล้วค่อย ๆ เทลงในถ้วยจนใกล้เต็มจึงปล่อยฟองนมลงบนถ้วยปริมาณเล็กน้อย


ลาเต้อาร์ต (Latte Art)

ต้นกำเนิดของ Latte Art 

    คำว่าลาเต้ (Latte) มาจากภาษาอิตาลี แปลว่า “นม” ถ้าเราไปที่อิตาลีแล้วสั่งกาแฟว่า Latte เราจะได้รับนมสดร้อน 1 แก้ว แต่ในประเทศอื่นจะเป็นที่เข้าใจในฐานะกาแฟใส่นมหรือมีชื่อเต็มๆ ของลาเต้ คือ “caffè e latte”แต่มักจะนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า Latte และอีกชื่อที่ใกล้เคียงกันก็คือ “café au lait” เป็นภาษาฝรั่งเศสซึ่งหมายถึงกาแฟใส่นมเช่นกัน

    Latte Art เกิดขึ้นครั้งแรกที่อิตาลี ประเทศที่เป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมการทานกาแฟนั่นเอง ด้วยความที่อิตาลีเป็นเมืองแห่งศิลปะ Barista ของที่นี่เป็นผู้ที่มีวัยวุฒิและมีประสบการณ์อย่างมาก เมื่อเราไปที่ร้านกาแฟที่อิตาลี เราจะไม่ค่อยพบวัยรุ่นทำงานชงกาแฟสักเท่าไหร่ และด้วยความที่คนที่อิตาลีเป็นพวกที่มีศิลปะอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรเป็นศิลปะไปหมด ทำให้ Barista เองก็เกิดความคิดในการสร้างลวดลายบนเครื่องดื่มกาแฟขึ้นมาเช่นกัน ด้วยการเทฟองนมลงไปในกาแฟดำ สร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้ามากมาย จากนั้นLatte Art ก็เริ่มเป็นที่แพร่หลายไปทั่วยุโรป อเมริกาและส่วนอื่นๆ จนกลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก



 Latte Art (ลาเต้อาร์ต)

1. แบบ Free pour หรือการเทอิสระ

เทคนิคนี้ต้องอาศัยความชำนาญของ Barista อย่างมากทั้งความนิ่งของมือ สมาธิ การจับจังหวะ โดยการเทนมลงในถ้วยกาแฟที่มี Espresso อยู่ในถ้วย ด้วยลักษณะของการส่ายข้อมืออย่างเป็นจังหวะจนเกิดเป็นลวดลายต่างๆ  ลายที่เกิดการจากเทแบบ Free pour จะมี 2 ลายที่เป็นที่นิยม คือ Rosetta หรือลายใบไม้ และ Heart หรือลายหัวใจ


2. แบบ Drag หรือการลาก

เป็นเทคนิคที่ใช้ การลาก การเขี่ย การวาด การหยอด เพื่อสร้างลายขึ้นมา เป็นเทคนิคที่ง่าย ใครๆ ก็สามารถทำได้ โดยที่ไม่ต้องอาศัยเทคนิคมากๆ อุปกรณ์ที่จำเป็นนอกจาก Espresso และนมคือ chocolate หรือ caramel และอุปกรณ์สำหรับลากเช่น แท่งคอกเทล หรือไม้จิ้มฟันก็ได้3. แบบผสม เป็นเทคนิคที่นำทั้งการเทและการลากมาผสมเข้าด้วยกัน เป็นเทคนิคที่ใช้ในการรสร้างลายที่ยากขึ้น การทำเทคนิคนี้ต้องอาศัยทั้งเทคนิคและความเร็ว เพราะต้องแข่งกับเวลา เพื่อให้กาแฟยังร้อนอยู่ก่อนเสิร์ฟถึงมือลูกค้า


ขั้นตอนการทำ ลาเต้อาร์ต (Latte Art)

1. ชงกาแฟ Espresso 1 shot และเทลงบนแก้วที่อุ่นเตรียมไว้แล้ว
2. ทำฟองนมในอุปกรณ์สำหรับใส่นมเพื่อทำการเท โดยพยายามปรับอากาศให้เข้าไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ฟองนมที่มีขนาดเล็ก
3. ก่อนเริ่มต้นการเทให้เขย่าฟองนมเล็กน้อยเพื่อให้ฟองนมเข้ากันดี และเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดฟองนมขนาดใหญ่ ที่จะทำลวดลายที่ออกมาไม่ค่อยสวย
4. เริ่มขั้นตอนการเทโดยถือแก้วให้เอียงเล็กน้อยเพื่อให้ ลวดลายที่ต้องการอยู่ตรงกลางของแก้วพอดี
5. ทำการเทนมลงไปบริเวณตรงกลางของแก้วจนเกือบเต็มแก้ว
6. จากนั้นเทนมย้อนกลับไปอีกทิศทางพร้อมกับส่ายมือ เพื่อให้เกิดลวดลายไปจนเกือบถึงขอบของแก้ว
7. สุดท้ายเทนมย้อนกลับมาเพื่อทำให้ใบของใบไม้อยู่ในทิศทางเดียวกัน และทำเป็นก้านของใบไม้ด้วย เป็นอันเสร็จแล้วเรียบร้อย



ขอขอบคุณ : https://sites.google.com/site/baristacoffeetory

เทคนิคการเป่าโฟมนม กับเครื่องชงกาแฟ (Coffee Machine) หรือเอสเพรสโซ (Espresso)


  1. ใช้ถ้วยสเตนเลสที่เย็นปานกลาง นมที่ใช้ควรอยู่ในอุณหภูมิ 4 อาศาเซลเซียส
  2. เทนมลงในถ้วยสเตนเลสประมาณ 1/3 ของภาชนะ
  3. กดสวิตช์เปิดท่อไอน้ำ (Stream) ของเครื่องชงกาแฟทุกครั้งก่อนเป่าโฟมนม (เพื่อไล่น้ำที่ยังตกค้างในท่อเป่าโฟมนม และไล่อากาศให้สม่ำเสมอ)
  4. กดสวิตช์เปิดเครื่องพร้อมเปิดวาล์ของท่อเป่าฟองนมเล็กน้อย
  5. นำถ้วยสเตนเลสที่เตรียมไว้ใส่ในท่อเป่าฟองนม โดยใช้มือจับถ้วยสเตนเลสในลักษณะ 90 องศา ประมาณ 30 วินาที จากนั้นใช้มืออีกข้างเปิดวาล์วของท่อเป่าฟองนมให้แรงดันแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วเอียงถ้วยสเตนเลสในลักษณะ 45 องศาอีกครั้ง สังเกตจากฟองนมที่เนียนและความร้อนที่จับถ้วยสเตนเลส
  6. เปิดท่อวาล์วเป่าฟองนม
  7. ทำการไล่อากาศอีกครั้งเพื่อให้ได้โฟมนมที่เนียน โดยใช้มือจับถ้วยสเตนเลสกระแทกบนผ้าที่รองอยู่บนโต๊ะเบาๆ พร้อมรินใส่ถ้วยเอสเพรสโซ



นม

นมเป็นส่วนผสมที่สำคัญสำหรับเครื่องดื่มเอสเพรสโซมีอยุ่ 2 ชนิด คือ นมร้อนและโฟมนม


นมร้อน 

เกิดจากการได้รับความร้อน (Stream) จากท่อเป่าของเครื่องกาแฟอุณหภูมิที่สำคัญในการเป่านมร้อนควรอยู่ในอุณหภูมิ 60 อาศาเซลเซียส นมร้อนใช้สำหรับเติมลงในถ้วยรวมกับเอสเพรสโซ ซึ่งได้กาแฟคาปูชิโนและลาเต้


โฟมนม

ได้รับผลจากการอัดอากาศเข้าไป (Stream) ในอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส จะทำให้เกิดโฟมนมที่เนียน ลักษณะเป็นโฟมละเอียดและฟูเบา มีรสชาติหอมมันเมื่อนำไปเป็นส่วนผสมของกาแฟร้อน ถ้าเป่าโฟมนมร้อนเกิน 60 องศาเซลเซียส (จุดเดือด) จะมีผลทำให้ไม่เกิดโฟมนม เพราะไขมันนมเกิดการแยกตัว โฟมนมที่ได้จะมีลักษณะเหมือนฟองสบู่


เทคนิคการทำวิปปิ้งครีม



  1. เตรียมหม้อสเตนเลสพร้อมหัวตีครีมแช่เย็นสัก 30 นาที ก่อนที่จะตีครีม
  2. เทวิปปิ้งครีมสำหรับที่จะตีลงในหม้อสเตนเลสที่เตรียมไว้ อาจเพิ่มน้ำเชื่อมหรือน้ำหวานกลิ่นอื่น ๆ ตามต้องการใส่ลงไปในปริมาณที่พอเหมาะ
  3. เริ่มตีครีมโดยปรับเกียร์ความเร็วของเครื่องตีให้มีความเร็วระดับปานกลาง แล้วค่อยปรับความเร็วสูงสุด
  4. ทำการตีครีมต่อเนื่อง สังเกตจากเนื้อครีมฟูตามที่เราต้องการ จากนั้นปรับระดับความเร็วของเครื่องตีให้ต่ำประมาณ 1-2 นาที เพื่อไล่อากาศ จะทำให้เนื้อครีมแน่นและสวยงาม เมื่อได้วิปปิ้งครีมตามที่ต้องการ นาไปใส่ถุงบีบเพื่อตกแต่งหน้าของกาแฟ